TCERN :Thai - Forest Certification Network
บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด ลงนามร่วมทุน JC Services (ประเทศญี่ปุ่น) สร้างโรงงานผลิต Wood Pellet ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ป้อนโรงไฟฟ้าชีวมวลประเทศญี่ปุ่น คาดเสร็จปี 2019 ... ยันใช้มาตรฐาน FSC การันตี ความยั่งยืน

        บริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด โดย ดร.วระชาติ ทนังผล ประธานกรรมการผู้จัดการ ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมทุน (Joint Venture Agreement) กับ บริษัท JC Services Co.,Ltd. (ประเทศญี่ปุ่น) โดย Mr.Masami Nakakubo Chief Executive Officer ณ. ห้างเอนเค จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2560 โดยมีวัตถุประสงค์ ในการร่วมทุนก่อสร้างโรงงานผลิตเม็ดเชื่อเพลิง (Wood Pellet) ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้สำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล ในเมืองนาโกย่า เป็นโรงงานแรก มีกำลังผลิต 250,000 ตัน/ปี และขยายให้เพียงพอความต้องการประมาณ 5 ล้านตันต่อปี กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ บนฐานของการจัดการอย่างยั่งยืน

       สืบเนื่องจากประเทศญี่ปุ่น มีนโยบายยกเลิก การใชัพลังงานนิวเคลียร์ และลดการใช้ถ่านหิน ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ในขณะที่พลังงานจากโซล่าเซลล์ มีข้อจำกัดด้านการใช้งานที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 5 ชั่วโมงต่อวัน โดยมุ่งเน้นที่การส่งเสริมให้ใช้พลังงานจากชีวมวล โดยเฉพาะชีวมวลจากไม้ เป็นจำนวนมาก โดยคาดการณ์ความต้องการประมาณ 3 GW โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศเป้าหมาย ของวัตถุดิบ เชื้อเพลิงพลังงานนั้นด้วย

         บริษัท JC Services จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) หรือ กลุ่ม JCS ได้ให้ความสนใจและดำเนินการลงพื้นที่เพื่อประเมิน วิเคราะห์ สถานภาพของวัตถุดิบ รวมถึงการวิเคราะห์ด้านความเสี่ยงในประเทศไทย มาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี จนประสบความสำเร็จและบรรลุข้อตกลง ในการร่วมลงทุนก่อสร้าง โรงงานผลิต Wood Pellet ในประเทศไทย โดยนำร่องโรงงานแรกในจังหวัดพังงา กำลังผลิตประมาณ 700 ตัน/วัน คาดว่าจะผลิตได้ปริมาณ 250,000 ตัน/ปี พร้อมส่งราวต้นปี ค.ศ. 2019 และจะขยายโรงงานไปในหลาย ๆ พื้นที่เป้าหมายประมาณ 20 โรงงาน ตามกำลังผลิตวัตถุดิบไม้พลังงานของแต่ละพื้นที่ ทั้งนี้ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้นั้น มีไม้ยางพารา จำนวนมากประมาณการว่ามีจำนวนกว่า 43 ล้านตันต่อปี

         ดร.วรชาติ ทนังผล กล่าวว่า บริษัทฯ มีความพร้อมในหลาย ๆ เรื่องทั้งพื้นที่ รวมทั้งวัตถุดิบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ บริษัท นัมเบอร์ไนน์ พาวเวอร์กรีน จำกัด ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) กับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เพื่อจัดทำระบบการรับรองการจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืน ตามแนวทาง FSC เพื่อการันตีความยั่งยืน รวมถึงความถูกต้องตามกฏหมายของไม้ยางพารา และการมุ่งเน้นถึงการให้ความสำคัญต่อความสมดุล ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายพื้นที่สวนยางพารา จะได้รับการรับรองตามมาตรฐาน FSC ประมาณ 5 ล้านไร่ โดยโรงงานจะไม่รับซื้อไม้ยางพารา ที่ได้มาจากพื้นที่ที่ผิดกฏหมาย หรือการบุกรุกพื้นที่ป่าธรรมชาติ โดยบริษัทฯ มีแผนในการรับซื้อไม้ยางพาราทุกส่วน ทั้งลำตัน กิ่ง รวมถึงตอราก ของไม้ยางพารา ทั้งนี้คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ และทำให้ราคาไม้ยางพารา ที่จะรับซื้อจากเกษตรกร มีราคาสูงขึ้น


        นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการ สนับสนุนให้เกษตรกร ปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมตามแนวทางเกษตรแปลงใหญ่ของรัฐบาล ให้เปลี่ยนมาปลูกไม้โตเร็ว เพื่อพลังงาน อีกทั้งยังจะร่วมมือ กับคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาวิจัย เพื่อพัฒนาพันธุ์ไม้โตเร็วที่เหมาะสมกับการผลิตเชื้อเพลิงพลังงาน และการส่งเสริมเกษตรกรปลูกยางพารา ผสมผสานกับไม้โตเร็วและไม้โตช้า เพื่อให้มีผลผลิตด้านเนื้อไม้ตลอดไป โดยก่อนหน้าเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2560 ได้ร่วมประชุมเพื่อปรึกษาหารือในการพัฒนาโครงการวิจัย ดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ เช่น คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.), กรมพัฒนาที่ดิน, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.), กรมป่าไม้, การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รวมถึงภาคเอกชนอื่น ๆ ด้วย
 
ผู้บริหารบริษัท นัมเบอร์ไนน์ กรีนพาวเวอร์ จำกัด ร่วมประชุมปรึกษาหารือเพื่อพัฒนาโครงการวิจัยไม้โตเร็วเพื่อพลังงาน ที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (1 มิถุนายน 2560)
 
ข่าวอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
# กยท.ภาคใต้ตอนกลาง Kick-off ทำระบบจัดการสวนยางพาราอย่างยั่งยืนตามแนวทาง FSC เพื่อยกระดับมาตรฐานยางพาราไทย
# โครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมเป็นไม้เศรษฐกิจ ภายใต้แผนงาน เกษตรแปลงใหญ่"โครงการดาวล้อมเดือน : ปลูกไม้โตเร็วในพื้นที่ดินเลว "